ss

Advertiserment

อาชีพเสริมคือทางรอดของยอดมนุษย์เงินเดือนที่อยากมีอิสระภาพ

สวัสดีครับทุกท่าน ช่วงนี้หน้าฝน ฝนตกทุกวันจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ค่อนข้างลำบาก นั่งท่องเน็ตหาข้อมูลอาชีพเสริม อาชีพอิสระต่าง ๆ มาฝากทุกท่านกัน วันนี้ผมขอนำเอาบทความเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ขึ้นชื่อว่า "มนุษย์เงินเดือน" ทั้งหลาย ลองอ่านและวิเคราะห์กันดูครับ เผื่อจะมองเห็นโอกาสในการสร้างฐานที่มั่นและอาชีพเสริมให้กับตนเอง บทความนี้ค่อนข้างยาวเป็นพิเศษ แต่ก็แน่นไปด้วยเนื้อหาสาระและอยากให้ทุกท่านอ่านให้จบ และที่สำคัญต้องขอขอบคุณเว็บ www.bangkokbiznews.com สำหรับบทความดี ๆ มานะที่นี้ด้วย

อาชีพเสริม อาชีพอิสระ รายได้เสริม ธุรกิจแฟรนไชส์ สู่ความสำเร็จ


“อาชีพเสริม”แหล่งเงินก้อนใหม่ที่ไม่เพียงเพิ่มเศษเงินในกระเป๋าแต่ทำให้บางคนเปลี่ยนสถานะเป็น "มหาเศรษฐี" มาแล้ว เชื่อหรือไม่ว่า “อาชีพเสริม” จะทำให้พนักงานกินเงินเดือนตัวเล็กๆ บางคน เปลี่ยนสถานะมาเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน 

เรื่องจริงไม่ “มโน” ที่เกิดขึ้นแล้วกับ “ซาร่าห์ เบลคลี่ย์” อดีตเซลล์ขายเครื่องแฟกซ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Spanx ชุดชั้นในกระชับสัดส่วน เริ่มจากแค่ทำเป็นอาชีพเสริม ก่อนได้รับการตอบรับจากตลาดจนโด่งดังไปทั่วโลก เธอได้รางวัลจากนิตยสาร Forbes ในฐานะผู้หญิงที่ "รวยด้วยตัวเอง" ที่มีอายุน้อยที่สุด (The youngest self-made billionaire) และคาดกันว่า เธอมีทรัพย์สินเบาะๆ ไม่น่าจะน้อยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) 

เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มีต่อคำว่า “อาชีพเสริม” อย่างสิ้นเชิง

“อาชีพเสริม” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย หลายคนคุ้นเคยดีกับการมีอีกอาชีพหนึ่ง มาเพิ่มรายได้ให้อาชีพหลัก อย่างการเป็น ติวเตอร์ ที่ปรึกษา ครูสอนว่ายน้ำ ทำธุรกิจออนไลน์ ขายประกัน ฯลฯ

ในวันนี้ผู้คนให้ความสนใจกับอาชีพเสริมกันมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งสมการ “สร้างความมั่งคั่ง” ที่ใครหลายคนอาจมองข้ามไปก่อนหน้านี้

อย่างสมการแสนคุ้น “รายได้-รายจ่าย=เงินออม” จะออมเงิน ยังนึกถึงการฝากเงินและการลงทุน คิดลดรายจ่ายยังมีอีกหลายทางเลือกให้ตอบสนอง อย่าง ทำประกัน การประหยัดภาษี เป็นต้น แต่พอมาเจอกับโจทย์หลัก “สร้างรายได้” ที่ไม่ใช่ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวจริงๆ จังๆ ก็ยังไม่เห็นทางว่าจะทำกันแบบไหน

“เด็กจบใหม่ ฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการกันเยอะมาก แต่ก็เสี่ยงมากเช่นกัน เพราะเขายังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ อยู่ดีๆ กระโดดมาทำเลยก็เสี่ยง มีที่เจ๊งไปหลายรายแล้ว ดังนั้นทางหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงตรงนี้ได้ก็คือ ให้เริ่มจากทำงานประจำไปก่อน เพื่อค่อยๆ เรียนรู้ เก็บประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งความฝันของตัวเอง ด้วยการทำเป็นอาชีพเสริมไปด้วย”

“ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์” รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ ธนาคารกสิกรไทย สะท้อนความสำคัญของคำว่า “อาชีพเสริม” ที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของใครหลายคนให้สมบูรณ์ ในการก้าวเป็น “เจ้าของกิจการ”

แต่อาชีพเสริมก็ไม่ได้สนองความฝันของคนกลุ่มเดียวเท่านั้น เมื่อยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่แฮปปี้กับงานประจำอยู่ ยังอยากเติบโตไปเป็นผู้บริหารระดับสูง ก้าวหน้าในสายงาน และอยากทำงานไปจนวันเกษียณ แต่ขณะเดียวกันก็อยากมีอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองด้วย และนั่นคือเหตุผลที่คนกลุ่มนี้ เลือกมามี..อาชีพเสริม

อาชีพเสริมเลยเป็นทั้งช่องทาง “เพิ่มรายได้” และยังมีโอกาสพัฒนาเป็น “อาชีพหลัก” ของเราในอนาคต
เมื่อคนสองกลุ่ม สองทาง มีความต้องการที่ชัดขึ้น เราเลยได้เห็น “สารพัดอาชีพเสริม” อย่าง บริการพาเด็กๆ ไปออกกำลังกาย สอนภาษา สอนดนตรีออนไลน์ ติวเตอร์ ขายของออนไลน์ เป็นวิทยากรงานแต่ง รับจ้างถ่ายภาพ กับอีกสารพัดอาชีพ ที่สามารถแบ่งเวลาทำได้โดยไม่กระทบกับงานหลัก

เห็นคนอื่นทำแล้วได้ดี ก็ชักคันไม้คันมือ อยากหาอาชีพเสริมทำกับเขาบ้าง ว่าแต่จะเลือกอาชีพไหนถึงจะ “ใช่” ตัวเราที่สุด !!? ทีมงาน K-Expert บอกเราว่า ให้เริ่มคิดจาก 3 สิ่ง นั่นคือ “ใจรัก-ทักษะ-ประสบการณ์”

เริ่มกันที่ “ใจรัก” ถามตัวเองดูว่า เรามีความชอบหรือสนใจอะไรเป็นพิเศษ เช่น รักสุนัข ชอบดื่มกาแฟ ชอบเดินทางท่องเที่ยว แล้วลองเปลี่ยนความชอบนั้นมาเป็นอาชีพเสริมดู

ยกตัวอย่าง “เด่นซาลาเปา” ที่เริ่มจากเจ้าของมีใจรัก ชอบทำและชอบทานซาลาเปา พอไปกินรสชาติอื่นแล้วรู้สึก “ไม่ถูกใจ” จึงคิดค้นสูตรขึ้นเอง ทำไปทำมาเลยกลายเป็นธุรกิจและประสบความสำเร็จ จนสามารถเปิดขายแฟรนไชส์ได้

บางคนเลี้ยงสุนัข และรักเอามากๆ ก็สามารถแปลงใจรักในสัตว์เลี้ยงมาเป็นธุรกิจเสริมได้หลากหลาย เช่น ขายเสื้อผ้า ขายอาหาร ขายอุปกรณ์เครื่องใช้สุนัข ดูตัวอย่าง ร้านอาหาร “Coffee & Puppy” คาเฟ่น้องหมา ที่เริ่มจากเจ้าของซึ่งรักสุนัขจึงเข้าใจหัวอกคนรักสุนัขที่มักหาร้านอาหารที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าไม่ค่อยได้ เลยเอาความรักมาพัฒนาเป็นธุรกิจร้านอาหารที่ตอบสนองทั้งสุนัขและคนเลี้ยงโดยเฉพาะ

ต่อมาคือ “ทักษะ” ลองทบทวนดูว่า เรามีทักษะอะไรติดตัวมาบ้าง เช่น การถ่ายภาพ สอนหนังสือ ทำอาหาร เล่นดนตรี ฯลฯ แล้วลองแปลงทักษะเหล่านี้มาเป็นอาชีพ

ยกตัวอย่าง “ครูลิลลี่” ครูสอนภาษาไทยขวัญใจเด็กแนว ที่เรียนจบใหม่ๆ ก็ไปทำงานเป็นฝ่าย HR ของโรงงานแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีรุ่นพี่ชวนไปสอนหนังสือเด็ก ทำให้ค้นพบตัวเองว่า สอนหนังสือเก่ง เลยลาออกจากโรงงานไปสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ใช่ตัวตนอีก ก็เลยทำอาชีพเสริมไปด้วย คือ การไปเป็น “ติวเตอร์” จนมีชื่อเสียงขึ้นมา และเปิดสถาบันของตัวเองขึ้นมาได้ในที่สุด นี่คือการคิดจากทักษะที่มี แล้วตีเป็นอาชีพเสริม

ปิดท้ายกับ “ประสบการณ์” ห้มองจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา สิ่งที่เราไปพบไปเจอ หรือเห็นจากสิ่งใกล้ๆ ตัว ก็สามารถแปลงมาเป็นโอกาสทำอาชีพได้ ดูตัวอย่าง ไอศกรีม “Iberry” ของ “อัจฉรา บุรารักษ์” อดีตแอร์โฮสเตส และเลขานุการประชาสัมพันธ์โรงแรม หลังเรียนจบเธอไปทำงานโรงแรม ทำไปทำมาไม่ชอบก็เลยออกมาเป็น แอร์โฮสเตส ทำให้มีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆ วันหนึ่งไปสะดุดใจกับร้านไอศกรีมที่ขายดีมากในเมืองนอก เลยคิดเอามาต่อยอดทำธุรกิจในไทย สุดท้ายก็กลายเป็นธุรกิจหลักที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นในวันนี้

“ที่ประยุกต์ได้ง่ายสุดก็คือ การคิดจากรีซอร์สที่เรามีอยู่ อย่างทักษะที่มี เช่น คนที่ทำงานประจำเป็นวิศวกร ก็จะได้ความเชี่ยวชาญในหน้าที่ที่ทำ ก็สามารถแปลงความเชี่ยวชาญนั้นมาเป็นอาชีพเสริมได้ เช่น อาจไปเป็นวิทยากร หรืออาจารย์สอน เป็นต้น ซึ่งการแปลงทักษะเป็นอาชีพนี้ แทบไม่มีต้นทุนเลย เพราะเป็นการเริ่มจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด”

แต่ถ้าคิดสะระตะแล้ว “ทักษะ” ก็ไม่ค่อยจะมีกับเขา ให้จำไว้ว่า ให้คิดจากสิ่งที่ชอบสำคัญสุด เพราะคำว่า อาชีพเสริม คือ การต้องทุ่มเทเวลาให้กับงานหลัก ภักดีกับองค์กรและเจ้านาย แล้วเจียดเวลา "บางส่วน" เพื่อมาทำงานหารายได้ ดังนั้น ถ้างานหลักเครียดจะแย่ ยังต้องมาเจออาชีพเสริมที่ไม่ชอบอีก พาลจะเครียดกันไปใหญ่โต “ไม่โอ” ทั้งงานราษฎร์และงานหลวง

ถ้าไม่อยากคิดจากตัวเอง แต่อยากมองจากเทรนด์ตลาด ต้องบอกว่า อาชีพเสริมที่มาแรงสุดๆ ต้องยกให้ “ธุรกิจออนไลน์” เนื่องจากเป็นตลาดที่เติบโตสูง ชนิดไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2556 ธุรกิจ E- Commerce น่าจะมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.32-1.35 แสนล้านบาท และขยายตัวถึง 25-30% ขณะที่ความก้าวหน้าของ 3G จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจ E- Commerce เข้าสู่ยุคโมบาย หรือที่เรียกว่า M-Commerce ซึ่งจะกลายเป็น "ช่องทางใหม่" ที่มาแรงในการทำตลาดและเพิ่มรายได้

เป็นตลาดฮ็อต และมาแรง ! แต่เราควรจะขายอะไรในตลาดออนไลน์ ในเมื่อสินค้ามีมากมายมหาศาล ทีมงาน K-Expert บอกเราว่า สินค้ายอดนิยมคือ สินค้าแฟชั่น ซึ่งมีอยู่ประมาณ 35% รองลงมาคือ เครื่องสำอาง 31% อื่นๆ อาทิ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน 21% และอาหารเสริมที่ 8% ว่ากันง่ายๆ เฉพาะสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางก็กินแชร์ไปแล้วกว่า 60%

“โดยทั่วไปเวลาจะขายสินค้าออนไลน์ก็มักขายสินค้าตามแฟชั่น เพราะมีจุดเด่นตรงที่คำว่า ‘เทรนด์’ ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า ‘ดีมานด์’ เวลาเทรนด์ไหนมา ถ้าพ่อค้าแม่ค้าจับมาขายได้เร็ว ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้สูง ถ้าไปจับอย่างอื่นที่ไม่ใช่เทรนด์ โอกาสขายได้ก็จะน้อยลง”

นั่นคือเหตุผลที่ใครหลายคนเลือกกระโดดลงสนามออนไลน์ ด้วยการ “จับเทรนด์” มาแจ้งเกิด เช่น ยุคก่อนก็ขายเฟอร์บี้ ยุคนี้ก็กล้องฟรุ้งฟริ้ง เหล่านี้ เป็นต้น

ทำธุรกิจออนไลน์เป็นอาชีพเสริม สามารถทำได้สะดวก เพราะไม่กินเวลางาน สามารถเจียดเวลาช่วงพัก แวะมาดูหน้าร้านออนไลน์ได้ แล้วใช้เวลาหลังเลิกงาน อยู่กับธุรกิจได้เต็มๆ ที่สำคัญไม่ต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นมากมาย บางคนไม่ได้ใช้เงินด้วยซ้ำ แต่ใช้ระบบ “พรีออเดอร์” คือ รับออเดอร์รับเงินมาแล้วค่อยไปสั่งของมาตอบสนอง

แต่หัวใจของการทำธุรกิจออนไลน์ คือ ต้องตอบสนองลูกค้าเร็ว เช่น ส่งของเร็ว ตอบคำถามลูกค้าเร็ว และต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า อย่าง เมื่อมีสินค้าชำรุดเสียหาย ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทันที ไม่ปัดความรับผิดชอบ ขณะที่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง เช่น การสต็อกสินค้า และหากออเดอร์สินค้ามาจากต่างประเทศ ก็ต้องเสียภาษีนำเข้าให้ถูกต้อง

นอกจากธุรกิจออนไลน์ อีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงรับกระแส AEC ก็คือ “ติวเตอร์สอนภาษา” เนื่องจากยุคต่อจากนี้ภาษาเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้น โดยภาษายืนพื้นยังเป็นภาษาอังกฤษ และจีน ซึ่งมนุษย์เงินเดือนคนใดที่ไปเรียนเมืองนอกมา ได้สำเนียง ได้แกรมม่า อยู่แล้ว หรือลูกคนจีนที่ได้ภาษาจีน ก็สามารถลองทำอาชีพเสริมด้วยการรับสอนภาษาได้

รวมถึงเทรนด์ที่ไม่มีแผ่ว ก็คือ การเป็นวิทยากรและอาจารย์ โดยคนทำงานมาหลายปี จะมีทักษะและประสบการณ์ สามารถแปลงมาเป็นอาชีพเสริมทำเงินได้

แต่ขึ้นชื่อว่า “อาชีพเสริม” ดูเป็นแค่ “ตัวสำรอง” ของอาชีพหลัก แล้วจะทำอย่างไรที่จะให้เกิดความยั่งยืนและประสบความสำเร็จอย่างใครเขาได้

เหล่ากูรู แนะ 5 ปัจจัย แห่งความสำเร็จ นั่นคือ 

1. รู้จุดแข็งของอาชีพเสริม ทั้งการรู้ว่าอาชีพที่เลือกจะเข้มแข็งและแข่งขันได้ดีต้องดีต้องเด่นที่ไหนบ้าง 2. เข้าใจตลาด ค้นหา ทำความเข้าใจ ความต้องการของลูกค้าและตลาดอย่างถ่องแท้
3. ค่อยเป็นค่อยไป โดยควรเริ่มต้นเล็กๆ อย่าทำอะไรเกินตัว เริ่มจากสิ่งที่มั่นใจและแสวงหาโอกาสต่อยอด 
4. รักษาคุณภาพ และความเชื่อมั่นที่ลูกค้าจะมีต่อธุรกิจ ใส่ใจในรายละเอียดและปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ปิดท้ายกับ และ 
5. จัดสรรทั้งเวลาและเงินที่เป็นส่วนตัวและที่เป็นของธุรกิจให้ลงตัว อย่าให้กระทบกับงานประจำ

“คำอาชีพเสริมแปลว่า เรามีอาชีพหลักอยู่ ถ้าให้เลือกว่าต้องทุ่มเทกับอะไรดี ระหว่างอาชีพหลักกับอาชีพเสริม แม้ว่าเราอยากทำอาชีพเสริมใจจะขาด แต่ด้วยความจงรักภักดีกับนายจ้างหรือองค์กร เราควรให้เวลากับนายจ้างอย่างเต็มที่ อย่าให้อาชีพเสริมมาทำให้อาชีพหลักเสียหาย ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องทำงานในหน้าที่ให้หนักขึ้น เพื่อที่เวลาที่เหลือจะเป็นเวลาของเราไม่ใช้ของนายจ้าง”

ทำอาชีพเสริมไปถึงจุดไหน ถึงจะตัดสินใจได้ว่า ควรกระโดดมาทำจริงจัง เรื่องนี้ ฉัตรพงศ์ บอกว่า ไม่ได้อยู่ที่การมีรายได้สูงกว่างานประจำ แต่อยู่ที่เรามั่นใจแล้วว่า ถ้ากระโดดมาทำเต็มตัว ทุ่มเทเวลากับมันเต็มที่ แล้วอาชีพเสริมนั้นจะไปได้ไกลกว่านี้ เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม ก็เตรียมยื่นใบลาออกจากงานประจำได้

สำหรับคนที่อยากจะเริ่มอาชีพเสริม มีเพียง 3 ปัจจัยที่จะทำให้ความฝันเป็นจริงได้ นั่นคือ 1.ต้องมีฝัน 2. อุตสาหะอย่างแรงกล้า และ 3. ต้องมีแผน

การจะเริ่มอาชีพเสริมได้ “ต้องมีความฝัน” ปัญหาของคนที่เริ่มไม่เป็นเพราะ ไม่มีความฝัน มีแต่ “คำถาม”
โดยการวาดภาพตัวเองในอนาคตว่าอยากเป็นอยากได้อะไรนั้น แล้วคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ ก็จะเป็นแรงผลักดันให้เราเป็นไปตามภาพฝันนั้นได้

ต่อมาคือ “อุตสาหะอย่างแรงกล้า” เพราะระหว่างทางจะเจอกับคำถามบั่นทอนความตั้งใจมากมาย ทั้งจากผู้หวังดีและประสงค์ร้าย อย่าง “บ้าหรือเปล่า เพ้อฝันหรือเปล่า จะทำได้จริงเหรอ ? ” ข้อแนะนำในเรื่องนี้ คือ ให้หา “ไอดอล” สักคน ที่ประสบความสำเร็จ แล้วเราอยากมีชีวิตเหมือนอย่างเขา เอามาเป็นโรลโมเดลเพื่อให้ยึดมั่นกับเป้าหมายและไม่ท้อ ปิดท้ายกับ “ต้องมีแผน” เพราะถึงแม้จะมีความฝัน มีความมุมานะแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีแผน เดินหน้าทำไปก็อาจล้มเหลวได้ หรืออาจกลายเป็นแค่ ฝันล้มๆ แล้งๆ ไปผิดที่ผิดทาง หนักกว่านั้นก็อาจ “ไม่ได้ทำมัน” ด้วยซ้ำ

“การมีแผน คือ การสำรวจตัวเอง ว่าตกลงเราจะทำอะไร ลิสต์รายการออกมา คัดกรอง ศึกษา คิดจะทำมันอย่างจริงจัง สุดท้ายคือ ลงมือทำ ซึ่งเราอาจจะไม่สำเร็จในจุดที่เริ่มก็ได้ บางอันเฟล บางอันซัคเซส แต่การที่เราเริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่าง จะทำให้เห็นลู่ทางที่จะก้าวต่อไปได้ ซึ่งเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ 'แรงบันดาลใจ' สำคัญกว่า”

ก็แค่ทำงานทุกวันให้เต็มที่ และใช้เวลาที่เหลือมาทำอาชีพเสริม แล้วเราก็จะเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ประสบความสำเร็จมีชีวิตที่มั่นคงเหนือมนุษย์เงินเดือน

ซาร่าห์ เบลคลี่ย์ อาชีพเสริม สู่วิถี “บิลเลียนแนร์”

“ซาร่าห์ เบลคลี่ย์” คือชื่อของอดีตเซลล์ขายเครื่องแฟกซ์ ต้นแบบมนุษย์เงินเดือน ที่เลือกทำอาชีพเสริมระหว่างงาน มุ่งมั่นที่จะไม่ออกจากงานประจำจนกว่าอาชีพเสริมจะมีแววประสบความสำเร็จ จนก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในกระชับสัดส่วน แบรนด์ Spanx ที่โด่งดังไปทั่วโลก ทำให้มนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ อย่างเธอ ขึ้นแท่น “The billionaire” ได้ในวันนี้ได้

เพราะเห็นปัญหาระหว่างทำงาน ว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะสวมกางเกงสีขาวไปพบลูกค้า โดยที่ไม่เห็นขอบชั้นใน เธอจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยตัดถุงน่องให้เป็นคล้ายๆ กางเกงขาสั้น แล้วสวมแทนกางเกงชั้นใน และพบว่ามันช่างสบายกว่ามาก เลยตั้งปณิธานกับตัวเองว่าอยากจะทำออกมาเป็นสินค้าให้คนทั่วไปได้ใช้ดูบ้าง

แต่ระหว่างนั้นซาร่าห์ก็ไม่คิดที่จะลาออกจากงานประจำ เพราะไม่มีอะไรการันตีว่า ทำแล้วมันจะเวิร์คจริงไหม ถ้าไม่เวิร์คอะไรจะเป็นหลักประกันให้ชีวิตได้ ซึ่งก็ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด เพราะระหว่างทางเธอพบอุปสรรคมากมาย ในการทำธุรกิจ เรียกว่า ตั้งแต่ ปัญหาด้านการผลิต การตลาด การขาย และสารพัดปัญหาที่พบเจอระหว่างทาง เพราะประสบการณ์ที่ยังน้อย ทุกอย่างเลยสะเปะสะปะไปหมด แม้แต่วันที่ แบรนด์ Spanx ขายดิบขายดี ก็ยังเจอปัญหาสินค้าลอกเลียนแบบเข้ามาอีกจนได้

ซาร่าห์ ลองผิดลองถูกจนแน่ใจ ว่าธุรกิจใหม่ “ลงตัว” และพร้อมทำเงินแล้ว ถึงได้ยื่นใบลาออกมาทำธุรกิจเต็มตัว และใช้เวลาไม่กี่ปีในการขึ้นทำเนียบมหาเศรษฐีระดับพันล้านของโลก โดยได้รางวัลจากนิตยสาร Forbes ในฐานะผู้หญิงที่รวยด้วยตัวเองที่มีอายุน้อยที่สุด (The youngest self-made billionaire)  คาดกันว่า ปัจจุบันซาร่าห์น่าจะมีทรัพย์สินอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) ซึ่งทั้งหมดเป็นเงินจากบริษัทที่เธอถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ และสร้างมันขึ้นมากับมือ

ซาร่าห์ เป็นแรงบันดาลใจของมนุษย์เงินเดือน ที่อยากเปลี่ยนจากวิถีลูกค้ามาเป็นผู้ประกอบการ และเลือกทำความฝันของตัวเองอย่างไม่บุ่มบ่าม อดทนทำงานหนักแต่ไม่เบียดเบียนเวลางาน เพราะยังเป็นพนักงานประจำทำงานเต็มเวลาอยู่ จึงมีเวลาแค่ช่วงกลางคืน และวันหยุดสุดสัปดาห์ในการลองผิดลองถูกโปรเจคของตัวเองเท่านั้น แม้จะยาก หนัก และเหนื่อย แต่เธอก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำมันให้สำเร็จ

หนึ่งบทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้จากเธอคือ.. 
“อย่าลาออกจากงานประจำ จนกว่าจะแน่ใจว่าธุรกิจไปรอด”



อาชีพอิสระ อาชีพเสริม ร้านก๋วยเตี๋ยวกะลา สูตรเด็ดด้วยซอสเย็นตาโฟตีลังกา

อาชีพเสริม ร้านก๋วยเตี๋ยวกะลา เด็ดที่ซอสเย็นตาโฟตีลังกา ปรุงสูตรต้มยำมะนาว ถ้วยโปรดของใครหลายคน

ไอเดียคอนเซ็ปต์ร้านนี้เกิดขึ้นจากคุณ กัลยาณี  จิราจินต์  เจ้าของร้านผู้คิดค้นทุกสิ่งทุกอย่างในร้าน  ก๋วยเตี๋ยวที่ใส่มาในกะลา นั้นช่วยดึงบรรยากาศสมัยเก่ามาเสิร์ฟในยุคสมัยใหม่นี้ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเข้ากับบรรยากาศร้านที่ตกแต่งด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ตามสไตล์คนรักโลกอย่างคุณกัลยาณี ที่ต้องการให้ลูกค้าที่มานั่งรับประทานได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ สัมผัสแมกไม้ที่ตกแต่งอยู่รอบ ๆ มีโต๊ะ เก้าอี้ไม้หลากหลายมุมให้เลือกนั่งตามอัธยาศัย และไฮไลต์สำคัญร้านนี้เขาปรุงก๋วยเตี๋ยวได้รสชาติอร่อยขั้นเทพมาก ๆ



เมนูเส้นของร้านนี้รสชาติความอร่อยนั้นมาจาก ซอสเย็นตาโฟตีลังกา ที่มาจากการคิดค้นปรุงแต่งรสชาติจากคุณกัลยาณีเจ้าของร้านนี้นี่เอง ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้มีดีกรีได้รับรางวัลโล่พระราชทานก๋วยเตี๋ยวดีเด่นประจำปี 2551 และรางวัล OTOP ระดับ 4 ดาวแห่งนนทบุรีปี 2551 อีกด้วย

“ซอสของเราเป็นซอสเย็นตาโฟสูตรสำเร็จเข้มข้นไม่ต้องปรุง สามารถนำไปปรุงเป็นก๋วยเตี๋ยวหรือเย็นตาโฟทางเองที่บ้านได้ เพราะเรามีจำหน่ายในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ แพ็กเกจที่มาพร้อมเส้นสมุนไพร 4 สหายในกล่องสวยหรูราคา 180 บาท แบบบรรจุขวดราคา 39 บาท หรือแกลลอนบรรจุซอส 5 ลิตร สามารถปรุงก๋วยเตี๋ยวได้ประมาณร้อยชาม ราคา 400 บาท สำหรับผู้ประกอบการที่ทำร้านก๋วยเตี๋ยวต่าง ๆ ซอสของเราทำจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ ได้รับ อย.เรียบร้อยแล้ว ไม่ใส่สารกันบูดเก็บได้นาน 6 เดือน”

เมนูในด้านเด่น ๆ เริ่มด้วย “ต้มยำเย็นตาโฟ” เมนูนี้ครบเครื่องตามสไตล์เมนูเย็นตาโฟมาก ๆ น้ำต้มยำอร่อยลงตัวไม่ต้องปรุงเพิ่มกันเลย “ต้มยำเย็นตาโฟมะนาวหมูสับ” เมนูนี้เด็ดที่หัวเชื้อต้มยำสูตรสำเร็จที่ทางร้านทำเองวันต่อวัน จึงทำให้เมนูนี้อร่อยได้มาตรฐานเหมือนกันทุกชาม

“ยำผักบุ้งทอดกรอบโบราณชาววัง” อีกหนึ่งเมนูยอดฮิต ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นตรงที่ใช้ใบผักบุ้งที่ใช้ปรุงเย็นตาโฟมาทำการทอดกรอบ ทำให้ได้กินผักบุ้งใหญ่ ๆ กรอบเต็มคำ ทำการทอดด้วยแป้งสูตรมหัศจรรย์ที่เมื่อหลังจากทอดแล้วใบผักบุ้งจะกรอบนานอยู่ได้ถึง 3 วัน

ทั้งนี้คุณกัลยาณี เผยความลับอีกอย่างว่า ทุกเมนูจะอร่อยได้นั้นก็ต้องมาจากน้ำซุปด้วย ซึ่งก็คือน้ำซุปสูตรมหัศจรรย์จากฝีมือเธอเอง เป็นน้ำซุปที่ทำจากพืชผักสมุนไพรนานาชนิด


ร้านก๋วยเตี๋ยวกะลา เสิร์ฟความอร่อยอยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม ถ.พระราม 6 เข้าไปประมาณ 50 เมตร อยู่ทางซ้ายมือ ร้านเปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-16.00 น. โทร. 08-1406-1944




10 วิธี มองวิกฤตให้เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบอาชีพเสริมอาชีพอิสระ

การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของธุรกิจอาชีพเสริม ธุรกิจ SMEs โดยมีอยู่ทั้งหมด 10 วิธี ประกอบไปด้วย


     1. การสร้างความสัมพันธ์หรือ connection เพราะเมื่อเราประสบกับปัญหาใด ๆ ก็ตาม กลุ่มพันธมิตรเหล่านี้ก็จะสามารถช่วยเหลือเราได้ในกรณีฉุกเฉิน

     2. หัดมองวิกฤตว่าไม่ใช่ทางตันเสมอไป เพราะในวิกฤตต้องมีอีกด้านหรือทางออกเสมอ เช่น เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาคนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอย ไม่ได้แปลว่าไม่ได้มีเงิน แต่อาจจะสืบเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง รวมไปถึงทางเศรษฐกิจ ก็อาจจะเปลี่ยนวิธีการทำการตลาดที่ให้ผู้บริโภคมาหาผู้ค้า โดยเปลี่ยนไปหาลูกค้าถึงบ้าน

     3. ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คือ ถ้ามีขายดีก็ต้องมียอดตก ฉะนั้นการที่จะอยู่รอดในสภาวะการแข่งขันต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสในช่วงนั้น ๆ

     4. ก้าวไปสู่เป้าหมาย การที่จะบรรลุเป้าหมาย เราต้องมีการวางแผนแต่ไม่ใช่เพียงแค่คิดอย่างเดียว

     5. ลงมือทำ เมื่อมีการวางแผนไว้แล้ว ก็ย่อมลงมือทำทันทีไม่ต้องรอ เพราะอาจจะสูญเสียโอกาสได้

     6. มองหาโอกาสแห่งการพลิกฟื้นกลับคืนมาก คือการไม่หยุดนิ่งที่จะมองหาโอกาสใหม่ ๆ หลาย  ๆ ช่องทางเพื่อนำพาไปสู่ความสำเร็จ

     7. มองด้านบวก โดยการมองโอกาสที่เข้ามาให้เป็นบวก อย่าคิดในทางลบเสมอไป เพราะถ้าเราคิดในเชิงลบ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการบั่นทอนจิตใจตัวเอง และก็จะไม่กล้าที่จะทำธุรกิจใหม่ ๆ ที่เข้ามา

     8. มองอย่างมีเหตุผล เมื่อเรามองหาโอกาสในเชิงบวกแล้ว หลังจากนั้นเราต้องมองเหตุผลในการวางแผนอย่างรอบคอบในสิ่งที่เป็น รวมไปถึงมองสภาวการณ์ต่าง ๆ อย่างมีเหตุมีผล

     9. รักษาความหวัง เมื่อได้เป้าหมายในธุรกิจที่จะทำเราก็ควรมีความหวังในการประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างแรงผลักดันในการให้กำลังใจต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ

    10.ใส่ใจสุขภาพ เป็นส่วนสำคัญในการที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะถ้าทุกอย่างวางแผนมาเป็นอย่างดี แต่มีปัญหาสุขภาพก็จะทำให้ทุกอย่าที่ทำมาชะงักลงได้


อยากให้ทุกคนหรือผู้ที่กำลังคิดที่จะประกอบธุรกิจอาชีพเสริมหรืออาชีพอิสระ มีความตั้งใจในการมองหาช่องทางต่าง ๆ เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและอยากให้ลงมือทำ เพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้



สุดยอดไอเดียอาชีพเสริม Siam Borrow Bag ให้เช่ากระเป๋าแบรนด์เนม

สุดยอดไอเดียเด็ด ให้เช่ากระเป๋าหรูแบรนด์เนม Siam Borrow Bag จัดส่ง-คืน บริการให้ถึงที่

ไอเดียธุรกิจสุดเด็ดของคุณ ชดาษา  พนมยันตร์ ที่เปิดโอกาสให้สาว ๆ ได้เช่ายืมกระเป๋าแบรนด์เนมของแท้มาให้ในโอกาสต่าง ๆ ถึงแม้จะเปิดให้บริการผ่านเว็บไซต์ www.siamborrowbag.com มาได้ 5 ปีแล้ว และถัดมาก็เปิดหน้าร้านขึ้นในซอยสุขุมวิท 39 แต่ธุรกิจก็ยังคงความแปลกใหม่และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังยากที่จะหาคู่แข่งขันในตลาด ณ เวลานี้

อาชีพเสริม อาชีพอิสระ รายได้เสริม กระเป๋าแบรนด์เนม

จากความชอบส่วนตัวที่หลงใหลในกระเป๋าแบรนด์เนม เมื่อซื้อและเก็บสะสมจนเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เธอเกิดไอเดียในการต่อยอดธุรกิจ โดยนำกระเป๋าหรูที่อยู่ในครอบครองมานำเสนอบริการให้เช่าผ่านเว็บไซต์ ในราคาและระยะเวลาที่กำหนด ถึงวันนี้มีกระเป๋าหรูหลากหลายแบรนด์ประมาณ 100 ใบ ไว้รองรับความต้องการของลูกค้า

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นพนักงานออฟฟิศ เจ้าของกิจการที่ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมอยู่แล้ว ผู้หญิงด้วยกันจะรู้ดีว่าอาการใบนั้นก็ชอบ ใบนี้ก็ใช่เป็นอย่างไร แต่กระเป๋าแบรนด์เนมแต่ละใบก็มีราคาสูงไม่น้อย ทำให้ไม่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ทุกใบ บริการของเราจึงนับว่าตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของลูกค้า เพียงแต่ว่าไม่มีใครริเริ่มทำเท่านั้น”

เช่ากระเป๋าหรู จัดส่ง-คืน บริการให้ถึงที่

ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าของ Siam Borrow Bag จึงสนุกกับการแต่งตัวและเลือกเปลี่ยนกระเป๋าให้ตรงกับความต้องการใช้งานในแต่ละโอกาสได้อย่างเต็มที่ ไม่มีตกเทรนด์ นอกจากนี้ ยังสามารถเช่ากระเป๋ามาลองใช้ดูก่อนว่าเหมาะกับการใช้งานหรือไม่ ก่อนตัดสินใจซื้อใบจริง เพียงเข้าไปทำรายการเลือกและสั่งจองกระเป๋าแบรนด์เนมที่ชอบจากหน้าเว็บไซต์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อยืนยันการเช่ายืมและนัดหมายสถานที่ในการจัดส่งกระเป๋าให้ลูกค้าถึงที่

ด้วยมูลค่าของสินค้าที่สูงลิ่ว จึงจำเป็นต้องขอสำเนาเอกสารสำคัญและกันวงเงินจากบัตรเครดิต เพื่อเป็นเงินประกันและป้องกันการขโมยสินค้าด้วย “มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยต้องการจะเช่ากระเป๋าไปใช้งาน แต่เนื่องจากเอกสารไม่พร้อม กันวงเงินไม่ครบ ทำให้เขาไม่สามารถใช้บริการของเราได้ ถึงแม้เราจะอยากให้ลูกค้าเช่ามากเพียงใด แต่เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงของธุรกิจด้วย เงื่อนไขที่เรากำหนดขึ้นถือว่าช่วยคัดเลือกกลุ่มลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง”

สำหรับอัตราค่าเช่ากระเป๋าแบรนด์เนม เริ่มต้นตั้งแต่ใบละ 900-9,000 บาท ต่อระยะเวลาการเช่า 2 สัปดาห์ โดยราคาขึ้นอยู่กับขนาดและมูลค่าของกระเป๋า ในการส่งคืนสินค้า เจ้าหน้าที่จะแจ้งเตือนลูกค้าก่อนถึงวันครบกำหนดล่วงหน้า 1 วัน และจะนัดหมายเพื่อรับคืนกระเป๋าถึงที่ ซึ่งการให้บริการแบบเดลิเวอรี่นี้ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่ช่วยตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้เช่า ทั้งนี้ หากกระเป๋าหรูที่กลับมามีริ้วรอยขูดขีดเล็กน้อย เธอก็จะผ่านไป แต่หากสินค้าเกิดความเสียหายจนกระทบต่อการเช่าใช้งานต่อ ก็จะคิดค่าซ่อมตามความเป็นจริง

ในส่วนของจุดคุ้มทุนของกระเป๋าแบรนด์เนมแต่ละใบนั้น ขึ้นอยู่กับการตอบรับของลูกค้าเป็นสำคัญ กระเป๋าใบไหนได้รับความนิยมก็จะมีการจองคิวเช่าเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้มีรายได้ไปลงทุนซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่ต่อไป ลูกค้าใหม่ก็เพิ่มขึ้น เพราะไม่ว่าใครเมื่อรักกระเป๋าแบรนด์เนมแล้วก็จะแวะมาใช้บริการตลอดตามแต่จังหวะการใช้งานของเขา จนปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ในจำนวนหลักพัน

สนใจติดต่อ โทร. 08-5210-5588, 0-2260-7800 , www.siamborrowbag.com




อาชีพเสริม อาชีพอิสระ One More ครีเอทีฟไอศกรีม รสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

หากยังคิดขายไอศกรีมนมรสชาติพื้น ๆ อยู่ เชื่อว่าสองพี่น้อง “ปัญจรัตน์-นวรัตน์  วงษ์นภาพรรณ” คงจะต้องนั่งกลุ้มใจกับยอดขายและต้นทุนการผลิตที่นับวันจะสูงขึ้นเป็นแน่ แต่เพราะความคิดสร้างสรรค์โดยแท้ ทำให้วันนี้ไอศกรีม One More ของพวกเขาแจ้งเกิดและติดอันดับท็อบ 10 ของไอศกรีมที่แปลก น่าสนใจ และเป็นที่รู้จักของคนรักไอศกรีม

อาชีพเสริม อาชีพอิสระ รายได้เสริม ธุรกิจแฟรนไชส์ ไอศกรีม One More

อาชีพเสริม อาชีพอิสระ จุดเริ่มต้นของไอเดียมาจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แล้วนำมาประยุกต์เป็นไอศกรีมที่แตกต่าง ตั้งแต่ไอศกรีมตระกูลขนมหวาน จนพัฒนามาสู่ไอศกรีมที่กลายเป็นซิกเนเจอร์อย่าง ไอศกรีมมะยกพริกเกลือ ซึ่งได้ไอเดียมาจากการสังเกตว่าเวลาซื้อผลไม้ตามรถเข็น มักจะได้เครื่องจิ้มแถมมาด้วย อย่างมะม่วงต้องน้ำปลาหวาน จึงเป็นที่มาของไอศกรีมผลไม้ที่มี ท็อปปิ้งสไตล์ไทย

แปลกยังไม่พอ ต้องกินได้ด้วย

แรก ๆ ลูกค้ายังไม่กล้าลอง แต่เมื่อได้ชิมก็ติดใจ เอ่ยปากขอพริกเกลือเพิ่มก็มี แปลกอย่างเดียวคงไม่พอต้องอร่อยด้วย พวกเครื่องจิ้มเหล่านี้ทำง่าย แต่ตัวที่ทำให้ความแปลกสมบูรณ์แบบ และยากที่จะเลียนแบบคือ รสชาติของไอศกรีม เราเน้นนำผลไม้สด 100% มาทำเป็นไอศกรีม เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงความสด ความหอมความอร่อยของผลไม้ไทย บางครั้งสีไอศกรีมอาจจะไม่สม่ำเสมอ เพราะเป็นสีธรรมชาติของผลไม้ที่ปราศจากการปรุงแต่งสี แต่เรื่องของรสชาติความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดหรือความหวานซ่อนเปรี้ยวขอไอศกรีม เราจะพยายามรักษามาตรฐานให้คงที่มากที่สุด

เมื่อไอศกรีมมะยมพริกเกลือได้รับไฟเขียวจากผู้บริโภค ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับสองพี่น้องเจ้าของไอศกรีมแบรนด์ One More ที่จะผลิตไอศกรีมรสชาติใหม่ ๆ ในซีรีส์เดียวกันออกมาเพิ่มเติมรวม 10 รสชาติ เช่น ไอศกรีมมะขามคลุกบ๊วย, ไอศกรีมมะม่วงน้ำปลาหวาน, ไอศกรีมกระท้อนทรงเครื่อง ฯลฯ และแตกไลน์มายัง “ไอศกรีมของคาว” ได้แก่ ไอศกรีมเมี่ยงคำ ไอศกรีมส้มตำผลไม้ ไอศกรีมส้มตำมะละกอ ก็ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าเช่นเดิม

ทุกวันนี้ ไอศกรีม One More ไม่มีหน้าร้าน เน้นการขายส่งเป็นหลัก ควบคู่กับการออกอีเวน์งานไอศกรีม ขนมและเบเกอรี่ เวลาออกงานแต่ละครั้งก็จะนำไอศกรีมที่มีรสชาติหลากหลาย ไปให้ลูกค้าทุกเพศทุกวัยได้ชิมและซื้อบริโภค ขณะเดียวกันความแปลกของไอศกรีมก็ดึงดูดให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจอาชีพเสริม ใช้โอกาสนี้ติดต่อว่าจ้าง One More ผลิตไอศกรีมให้ในรูปแบบ OEM หรือเลือกที่จะนำไอศกรีมของทั้งสองไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริมต่อ เพราะมีแต้มต่อที่ว่าแบรนด์ติดตลาดอยู่แล้ว

จัดเซ็ตธุรกิจ 25,000 บาท

ทั้งคู่ได้จัดเซ็ตธุรกิจให้กับผู้ที่สนใจทำอาชีพเสริมหรืออาชีพอิสระได้ลงทุน เริ่มต้นที่ 25,000 บาท เฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดคิดค่าขนส่งเพิ่มเติม ผู้ลงทุนจะได้รับอุปกรณ์พร้อมขาย เช่น ตู้แช่ไอศกรีม สื่อส่งเสริมการขายและไอศกรีมสำหรับขายครั้งแรกจำนวน 1 ชุด


สนใจติดต่อ โทร.08-9895-7249, 08-3802-5556  www.onemore-icecream.com


 
Design by Wordpress Theme | Bloggerized by Free Blogger Templates | coupon codes